fbpx
March 22, 2019

เจาะลึกกลยุทธ์ “ซื้อกิจการ” ที่แม้แต่ “Facebook” ก็ใช้วิธีนี้

เหตุผลที่เฟซบุ๊กเข้าซื้ออินสตาแกรม???
(Acquisition is The Shortcut to Business Growth)

การซื้อกิจการ (Acquisition) ต่างจากการควบรวมกิจการ (Merger) ตรงที่การเข้าซื้อกิจการนั้น บริษัท A ผู้ซื้อจะเข้าไปเป็นเจ้าของบริษัท B ที่ถูกซื้อ แต่หุ้นของบริษัท B จะไม่ถูกยกเลิก

ขณะที่การควบรวมกิจการคือ การที่ 2 บริษัทควบรวมกันจนเกิดเป็นบริษัทใหม่ โดยหุ้นของทั้ง 2 บริษัทจะถูกยกเลิก และมีการออกหุ้นในบริษัทใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 บริษัทแทน

ประโยชน์ที่ได้ คือ การผนึกกำลัง (Synergy) ที่จะช่วยทั้งการลดต้นทุน การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) การเพิ่มส่วนแบ่งตลาด การลดคู่แข่ง การกระจายความเสี่ยงรวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีและบุคลากรอีกด้วย

หนึ่งในดีลเข้าซื้อที่โดดเด่นที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้คือ “เฟซบุ๊ก” ที่ซื้อ “อินสตาแกรม”
เครือข่ายสังคมสำหรับแชร์ภาพในราคา 1 พันล้านดอลลาร์ เมื่อปี พ.ศ. 2555
ซึ่งก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นดีลที่แพงเกินไปเพราะในขณะนั้นอินสตาแกรมมีผู้ใช้เพียง 30 ล้านคนทั่วโลกเท่านั้น แถมยังไม่มีรายได้อีกต่างหาก

แต่ถึงวันนี้…
กลับกลายเป็นตัวอย่างดีลที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
เพราะในปัจจุบันอินสตาแกรมมีผู้ใช้งานสม่ำเสมอแตะ 1 พันล้านคนต่อเดือน
อีกทั้งปีนี้ยังมีแนวโน้มจะสร้างรายได้จากโฆษณาในสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 5.48 พันล้านดอลลาร์

เหตุผลที่เฟซบุ๊กเข้าซื้ออินสตาแกรม
ก็เพราะจะทำให้มีบริการที่หลากหลายมากขึ้น
รวมทั้งมีศักยภาพในการสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและเป็นโอกาสให้ได้คนเก่งมาช่วยงานเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้จากการกำจัดบริษัทน้องใหม่ที่อาจกลายเป็นคู่แข่งในอนาคตด้วย

ในไทยเองก็มีดีลซื้อกิจการขนาดใหญ่ที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนั่นก็คือ
การที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทุ่มเงินเกือบ 1 หมื่นล้านบาท
ซื้อกิจการค้าปลีกน้ำมัน “เจ็ท” (JET) 147 แห่งแถมพ่วงร้านสะดวกซื้อแบรนด์ “จิฟฟี่” (Jiffy) ในปี พ.ศ. 2550 ด้วยซึ่งทำให้ ปตท. มีส่วนแบ่งตลาดและสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้น
ช่วยประหยัดต้นทุนในการขยายสถานีบริการน้ำมัน
และที่สำคัญคือช่วยรุกธุรกิจที่ไม่ใช้น้ำมัน (Non-oil) จากการมีร้านจิฟฟี่ในมือไปพร้อมกัน

คำเตือน: ไม่ใช่ว่าทุกดีลจะประสบความสำเร็จเสมอไป ต้องประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยง

ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกแล้ว หากจะได้เห็นบริษัทที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกันมาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันอย่างบริษัทพลังงานผู้เป็นเจ้าของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ หรือปั๊มน้ำมันหันมาบุกธุรกิจร้านกาแฟ

นั้นก็เพราะการควบรวมกิจการและซื้อกิจการหรือ M&A (Merger & Acquisition) ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยขยับขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาฟูมฟักเริ่มตั้งไข่ธุรกิจขึ้นจากศูนย์

มาทำความรู้จักกับกลยุทธ์การซื้อกิจการ (Acquisition)
ซึ่งก็คือ การที่บริษัท A ซื้อกิจการของบริษัท B โดยเป็นการซื้อกิจการทั้งหมด
หรือซื้อเกินกว่า 50% และมักจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่กว่าซื้อบริษัทขนาดเล็กกว่า
ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆคือ การซื้อหุ้นและการซื้อสินทรัพย์

รูปแบบแรก “การซื้อหุ้น”


คือ การที่บริษัท A ซื้อ หรือได้มาซึ่งหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงของบริษัท B โดยบริษัท A สามารถชำระค่าหุ้นเป็นเงินสด (Cash) แลกเป็นหุ้นออกใหม่ (Share Swap) หรือซื้อหุ้นผ่านการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ก็ได้

รูปแบบที่ 2 “การซื้อสินทรัพย์หรือกิจการ”


คือ การที่บริษัท A ซื้อ หรือได้มาซึ่งสินทรัพย์ หน่วยธุรกิจ
เฉพาะส่วนสำคัญหรือทั้งหมดของบริษัท B โดยบริษัท A สามารถชำระเป็นเงินสด
หรือหุ้น ส่วนบริษัท B จะยังดำเนินธุรกิจต่อหรือเลิกกิจการไป

อีกทั้งการซื้อกิจการยังมีทั้งแบบที่เป็นมิตร (Friendly) คือบริษัท B ที่ถูกซื้อกิจการสมัครใจขายให้กับบริษัท A ผู้ซื้อและการซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (Hostile) คือบริษัท B ไม่เต็มใจขายกิจการ ทำให้บริษัท A ต้องซื้อหุ้นจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมสูญเสียอำนาจในการควบคุมกิจการไปนั่นเอง