fbpx

4 เทคนิค “ขายกิจการ” ก่อนถูก Disrupt

4 เทคนิค “ขายกิจการ” ก่อนถูก Disrupt

การที่มีบริษัทระดับโลกมาซื้อกิจการของคุณฟังดูดีเหมือนเทพนิยาย ในเอเชีย การซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในอดีตมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ตัวอย่างเช่น …

Disney ซื้อกิจการของ 21st Century Fox ดีลนี้ถือว่าเป็นดีลที่มาปลายปีและค่อนข้างช็อควงการสื่อพอสมควร โดยทาง Disney ได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของ 21st Century Fox เป็นมูลค่า 52,400 ล้านเหรียญ

Salesforce ประกาศซื้อกิจการนิตยสาร Time ด้วยมูลค่า 190 ล้านดอลลาร์ โดยการซื้อกิจการนี้เป็นการซื้อในนามส่วนตัวของเขาและภรรยาปัจจุบัน Time Magazine เป็นของกลุ่มธุรกิจสื่อ Meredith Corporation ซึ่งบริษัทได้ประกาศความต้องการขายนิตยสารในเครือ Time Inc. ทั้งหมด 4 หัว ได้แก่ Fortune, Time, Money และ Sports Illustrated แต่ในดีลระหว่าง Meredith และ Benioff นี้ มีเฉพาะนิตยสาร Time อย่างเดียว

Alibaba เข้าซื้อกิจการของเว็บไซต์วิดีโอ Youku Tudou ด้วยมูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ eBay Korea ซื้อกิจการของ Gmarket มูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Alibaba & Lazada Group

Alibaba ประกาศเข้าซื้อกิจการ Lazada ในการลงทุนนี้ Alibaba จะใช้เม็ดเงินรวมกันทั้งสิ้น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครึ่งหนึ่งเป็นการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายเดิม (500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และอีกครึ่งหนึ่งมาจากการเพิ่มทุนของ Lazada ในรูปแบบของหุ้นที่จะขายให้แก่ Alibaba (private placement) ซึ่งจากข้อตกลงนี้ Alibaba จะเป็นเจ้าของ Lazada ในทุกประเทศที่ Lazada เข้าไปดำเนินกิจการอยู่ ประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม

นอกจากจะได้รับเงินจำนวนมหาศาลแล้ว ธุรกิจยังจะได้รับประโยชน์มากมายจากการเข้าซื้อกิจการ บริษัทที่ซื้อกิจการจะสามารถขยายธุรกิจในตลาด ส่วนบริษัทที่ถูกซื้อกิจการจะสามารถเข้าถึงทรัพยากรใหม่ๆ มากมายและทำธุรกิจด้วยศักยภาพที่ดีกว่าเดิม ซึ่งเมื่อผสมผสานความสามารถหลักๆ เข้าไป ทั้งสองบริษัทก็จะมีผลการดำเนินงานดีขึ้นและประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น

แล้วทำอย่างไรบริษัทใหญ่จึงจะสนใจธุรกิจของคุณกันล่ะ มาดูเคล็ดลับดีๆ เหล่านี้

1. ธุรกิจที่น่าครอบครองเป็นเจ้าของ

เราเต็มใจจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อของราคาแพงอย่างรถยนตร์ เครื่องซักผ้า ก็เพราะสิ่งของเหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่จะเป็นประโยชน์ต่อเราในระยะยาว ผู้จัดการฝ่ายซื้อกิจการจะประเมินบริษัทด้วยแนวคิดนี้เช่นเดียวกัน บริษัทที่มอบข้อเสนอที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในทางบวกจะได้รับการประเมินค่าไว้สูง ดังนั้น เราจึงควรสร้างธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของชุมชน ไม่ใช่ธุรกิจที่จะล้มภายในปีสองปี ทั้งนี้ก็เพื่อให้ข้อเสนอของธุรกิจเป็นที่ต้องการของตลาดในอีกหลาย ๆ ปีข้างหน้า

ข้อได้เปรียบของบริษัทขนาดเล็กและบริษัทขนาดกลางก็คือความยืดหยุ่น หรือก็คือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ใหม่ ๆ นั่นเอง ในทางกลับกัน บริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมจะไม่สามารถนำธุรกิจหลักของตัวเองไปแลกกับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ ดังนั้น คุณควรใช้ข้อได้เปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยค้นหาว่าผู้บริโภคของคู่แข่งมีความต้องการใดบ้างที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และสร้างเทคโนโลยีแบบ Disruptive ขึ้นมา เมื่อเวลาผ่านไป ข้อเสนอซื้อกิจการจะตามมาเอง บริษัทใหญ่ ๆ ย่อมต้องการแบ่งผลกำไร แต่อย่ายอมเสี่ยงกับการสร้างข้อเสนอที่กลายมาเป็นคู่แข่งของคุณ

2. กุญแจสู่ความสำเร็จคือ การยอมรับของผู้บริโภค

บางครั้ง หลายคนจะคิดว่าเทคโนโลยีแบบ Disruptive คือโซลูชันใหม่ที่มีคุณสมบัติซับซ้อน ไม่ใช่เลย นวัตกรรมที่ได้รับความนิยมมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือพวกมันใช้งานง่ายมาก ผู้บริโภคทั่วไปจะต้องสามารถนำโซลูชันของคุณมาใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่ยุ่งยาก ซึ่งนี่จะช่วยให้อัตราการนำเทคโนโลยีไปใช้งานอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นเกณฑ์อย่างหนึ่งที่บริษัทใหญ่ ๆ ใช้ในการประเมินสิ่งที่ธุรกิจเสนอ

3. เสน่ห์ของบริษัทที่มีโครงสร้างเป็นระบบ System

ลองคิดในมุมของผู้จัดการฝ่ายซื้อกิจการ คุณจะซื้อบริษัทที่บัญชีการเงินติดตัวแดงหรือเปล่า หรือคิดจะซื้อบริษัทฉาวโฉ่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบไหม จำไว้ว่าการซื้อกิจการไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายในการสร้างกำไร หากการถูกเข้าซื้อกิจการเป็นเป้าหมายสุดท้ายของคุณแล้วละก็ คุณก็ควรจะทำให้ดีตั้งแต่แรก กล่าวคือ ธุรกิจของคุณควรมีโครงสร้างองค์กรที่ดี มีพันธกิจ ค่านิยม และวัตถุประสงค์ของธุรกิจที่ชัดเจน

นอกจากนี้ เนื่องจากผู้ซื้อต้องการบริษัทที่มีชื่อเสียง ดังนั้น คุณจึงควรพยายามสร้างธุรกิจให้มีชื่อเสียง เพราะไม่ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณจะแปลกใหม่และยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีใครรู้จัก ผลิตภัณฑ์หรือบริการเหล่านั้นก็ไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพให้เป็นที่ประจักษ์ได้ พยายามก้าวขึ้นไปเป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมและขยายฐานลูกค้าหรือฐานผู้ใช้

นอกเหนือจากเกณฑ์เหล่านี้แล้ว ผู้จัดการฝ่ายซื้อกิจการยังประเมินด้วยว่าการเทคโอเวอร์จะดำเนินไปอย่างราบรื่นแค่ไหน วัฒนธรรมองค์กรของคุณเหมาะสมหรือเปล่า ปัจจุบัน พนักงานของคุณชอบทำงานทางไกล ดังนั้นจึงปรับตัวให้เข้ากับการทำงานแบบเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นได้ยากหรือเปล่า ค่านิยมของบริษัทคุณสอดคล้องกับค่านิยมของบริษัทที่จะมาซื้อกิจการหรือไม่ ตัวอย่างเช่น คุณเน้นการบริการลูกค้าเหมือนบริษัทของพวกเขาหรือเปล่า เป็นต้น

ข้อตกลงซื้อกิจการหลายครั้งก็ต้องล้มเลิกกลางคันเพราะวัฒนธรรมองค์กรไม่สอดคล้องกัน ดังนั้น เมื่อโอกาสมาถึง คุณควรพยายามทำความเข้าใจแนวทางของบริษัทที่มาซื้อกิจการของคุณ รวมถึงความคาดหวังของพวกเขาด้วย ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการซื้อกิจการเป็นไปอย่างราบรื่น

4. การสร้างทีมพนักงานมากความสามารถ

ไม่มีบริษัทไหนอยู่รอด หากไม่มีพนักงานมากความสามารถ บุคลากรเหล่านี้เปรียบเสมือนฟันเฟืองของเครื่องจักร จุดอ่อนเพียงจุดเดียวอาจส่งผลเสียต่อผลการดำเนินงาน หรือแม้แต่ทำให้ธุรกิจพังครืนลงมาได้ ทีมชั้นนำของคุณควรประกอบด้วยบุคลากรที่ไม่เพียงทำผลงานได้ดี แต่ยังต้องเชื่อมั่นในธุรกิจและเป้าหมายของคุณด้วย และเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ก็จะทยอยตามมาเช่นกัน ดังนั้น ให้คุณมองหาบุคลากรที่สามารถปรับตัวได้ดี เพราะพวกเขาต้องเป็นคนที่รับมือกับแรงกดดันที่เกิดจากการให้บริการลูกค้ารายใหม่ ๆ ที่จุกจิกจู้จี้หรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

การสร้างทีมที่ทำผลงานได้ดีมอบประโยชน์อื่น ๆ ให้คุณด้วยเช่นกัน เนื่องจากแรงงานขาดแคลน คนงานที่มีฝีมือจึงหายากตามไปด้วย ในบทความ “How to Get Your Startup in Line to be Acquired” CMS-Connected รายงานว่าบริษัทต่าง ๆ เช่น Google, Facebook และ Apple “เข้าซื้อกิจการ” ของธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นวิธีหนึ่งในการสรรหาบุคลากรมากความสามารถเข้ามาทำงานในบริษัทของตัวเอง การมีบุคลากรที่ใช่ในทีมจึงเป็นวิธีหนึ่งในการดึงความสนใจของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อให้สังเกตเห็นธุรกิจของคุณ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: techinasia | cms-connected | entrepreneur | canon-asia

FIREFLYGROUP TEAM

THE FIREFLYGROUP TEAM กองบรรณาธิการ FIREFLYGROUP